ขอบคุณมะเร็งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความพลัดพลากและความโหดร้าย ถ้าใครไม่เคยพบคงยากที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้

กระทู้สนทนา
และแล้วชีวิตก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด จากการต่อสู้กับโรคร้ายด้วยความอดทนและความหวังอันเปี่ยมล้มจนวาระสุดท้าย
ลูกชายผมอายุ 15 ปี ต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาเกือบ 2 ปี ด้วยความอดทน และขอลาจากไปพร้อมวันสิ้นสุดของปี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมนี้เอง วันที่ครอบครัวผมน่าจะไปเคาท์ดาว์เหมือนคนอื่นๆ แต่ต้องมานั่งเคาท์ดาว์เพื่อจะส่งลูกไปสู่สรวงสวรรค์เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นวันที่ครอบครัวผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดกาล เหลือไว้เพียงภาพความทรงจำที่แสนดีๆ กับความรู้สึกที่เปี่ยมล้นทั้งสุข และทุกข์ ปะปนกันไปเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ เขาสู้จนวาระสุดท้ายจริงๆ ผมได้เรียนรู้ถึงความโหดร้ายของโรคมะเร็งอย่างแท้จริง
        ลูกผมเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่เขาคิดเสมอว่าเขาต้องหาย ด้วยกำลังใจที่เรามอบให้ตลอดเวลาทำให้เขาต่อสู้กับโรคร้าย และการรักษาที่สุดแสนจะทรมานอย่างอดทน เพียงเพราะ เขาสัญญาว่า"ต้องการจะเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า" จนเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคม 2555 ด้วยสภาพร่างกายที่บอบช้ำเกินกว่าจะเยียวยา ขนาดหมอเตรียมจะให้มอฟีนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะมะเร็งได้กระจายเข้าสู่ระบบต่างๆในร่างกาย ทั้งตับ ม้าม ปอด ช่องท้อง ไขกระดูก น้ำท่วมเต็มช่องท้องไปดันปอดทำให้หายใจไม่ค่อยออก ไตไม่ทำงานปัสสาวะไม่ออกส่งผลให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ขาบวมจนขยับแทบไม่ไหว และอาการมึนเมาเบลอๆ ลิ้นก็แข็งๆพูดไม่ค่อยออก จากยามอฟีนเมื่อวานก่อนเนื่องจากอาการปวดท้องอย่างแรง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาบอกเสมอว่าเขาต้องหาย แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องจากไป เขาก็รู้ตัวเองและยอมรับความจริงโดยที่เราไม่เคยบอกเขาเลย ด้วยสภาพร่างกายที่อิดโรย แม้แต่ลืมตายังไม่ค่อยไหว แต่เขาก็พยายามจะพูดเพื่อบอกลา
    ลูก: ป่าป๊า นอธ เหนื่อยเหลือเกิน นอธไม่ไหวแล้วนะ มันทรมานมากเลย นอธไม่มีความสุขเลย
    พ่อ: นอธไม่ไหวแล้วหรือ แล้วนอธไม่อยากบวชหรือ(เรายังอยากให้กำลังใจเขาต่อ)
    ลูก: พยักหน้า
    พ่อ: แล้วนอธอยากบวชให้ใครละลูก
    ลูก: เจ้ากรรมนายเวร พ่อและแม่ (ผมฟังน้ำตาไหลเลย) แต่นอธไม่ไหวแล้ว
    พ่อ: นอธกลัวตายไหมลูก
    ลูก:  ส่ายหน้า
    พ่อ:  ดีแล้วลูก ถ้านอธไม่ไหวก็ไปเถอะลูก หลับให้สบายไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไรนะ
    ลูก:  ป่าป๊า นอธคงไม่ได้เลี้ยงดูป่าป๊า ม่าม้าตอนแก่แล้วนะ (ผมกับแฟนน้ำตาไหลเป็นสายเลย)
    พ่อ: นอธเป็นห่วงมากเลยหรอ (เขาเคยสัญญากับเราไว้ตลอดเวลาว่าจะดูแลพ่อแม่ตอนแก่เฒ่า)
    ลูก: พยักหน้า  ที่ผ่านมานอธสู้เพื่อที่จะเลี้ยงดูป่าป๊า ม่าม้า ตอนแก่ แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว
    พ่อ: นอธไม่ต้องห่วงป่าป๊า ม่าม้านะลูก หลับให้สบายเลย ป่าป๊า ม่าม้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วงนะ ไปให้สบายเลย
    ลูก:  นอธไม่ไปไหนแล้วนะ (เราเคยสัญญากันว่าถ้าลูกนั่งได้ จะพาไปเที่ยว และไปทำบุญตามที่ต่างๆ )
    พ่อ: ไม่เป็นไรลูกอย่าห่วงอย่ากังวล เราไม่ไปไหนทั้งนั้น
    ลูก: นอธไม่เอาอะไรแล้วนะ เงินในบัญชีนอธยกให้ม่าม๊า กับป่าป๊าหมดเลย (น้ำตาไหลอีกครั้งว่า ทำไมถึงคิดได้ขนาดนี้ ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง)
    ลูก: นอธรักป่าป๊า ม่าม้า มาก.....ที่สุดในโลก (ลูกพยายามตะโกนออกมาดังๆ) (มันเป็นความรู้สึกที่ผมตื้นตันใจมากอย่างบอกไม่ถูก)
    พ่อ: ป่าป๊า ภูมิใจนะที่นอธเกิดเป็นลูกป๊า ป๊ามีความสุขมากๆเลยนะลูก นอธไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วนะ
    ลูก: นอธดีใจที่เกิดเป็นลูกป่าป๊า ม่าม้า
    พ่อ: นอธป่าป๊าขอโทษนะ ที่ผ่านมาถ้าป๊าเคยดุด่า ตีนอธ ก็ขออโหสิกรรมให้กับป๊านะ
    ลูก:  ป่าป๊าจะตีจะด่า นอธไม่เคยโกรธป่าป๊าเลย
    พ่อ: นอธนึกถึงพระองค์ไหนได้ไหม ถ้าเวลานอธไปแล้วนอธต้องไปหาท่านนะ
    ลูก: หลวงปู่ทวด ที่นอธเคยไปทำบุญ 20 บาทหยอดตู้รดน้ำมนต์ (หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ วัดห้วยมงคล ผมดีใจมากไม่คิดว่าเขาจะนึกได้)
    พ่อ: ดีแล้วลูกถ้านอธไปแล้ว ให้ภาวนา พุทธ โธ ไปตลอดทางนะแล้วไปหาหลวงปู่ทวด ให้ท่านพานอธไปสวรรค์ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านะ
          ถ้าทางที่ไปมันมืด ก็ให้นอธถือหลอดไฟ หรือเทียน ที่นอธเคยถวายสังฆทานไปนะ จะได้สว่างๆ ถ้ามันหนาวก็ให้ห่มจีวรที่นอธถวาย
          สังฆทานไปนะ และถ้าหิวก็ไม่ต้องห่วงนะเพราะที่ผ่านมาป่าป๊าใส่บาตรให้นอธไว้ทุกวัน แล้วระหว่างทางที่เดินไปถ้ามีใครมาขอเงิน
          หรือของกินก็แบ่งให้เขาไปนะ เขาจะได้ไม่มาขวางทางเรา แล้วระหว่างทางก็จะมีพวกสัตว์ต่างๆที่นอธปล่อยไปทั้งเต่า ปลา หอย นก
          เดินไปส่งเป็นเพื่อนนอธนะ นอธจำได้ป่าวว่ามีพระองค์ไหนมารับสังฆทานที่บ้านบ้างนะลูก (ลูกพยักหน้า) มีหลวงพี่แว่น หลวงพี่อ้วน
          หลวงพ่อสนองวัดสังฆทานนะลูก ให้นึกถึงตอนที่นอธถวายสังฆทานกับท่านไว้นะ บุญของท่านจะช่วงให้นอธไปถึงสวรรค์ไปเฝ้า
          พระพุทธเจ้านะ (ลูกพยักหน้าตอบตลอดเวลา)
    และในคืนนี้เขาก็เหมือนนอนไม่สบายตัวพยายามเปลี่ยนท่านอนอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยขาที่บวมและตึงผมจึงต้องช่วยขยับท่าทาง และมีหมอน
หนุนหลังและขาไว้ นอนไปได้สัก 5 นาทีก็เปลี่ยนใหม่ไม่สบายตัว เปลี่ยนอยู่ประมาณ 20 ครั้ง ผมก็ช่วยขยับโดยไม่บ่นสักคำกลับรู้สึกอยากทำ
ให้เขาสบายที่สุดตามที่เขาต้องการ จนในที่สุดเขาก็ได้ท่าที่เขาชอบที่สุด แล้วเขาก็พูดว่า ใช่เลยป๊าท่านี้เลยสบายที่สุด  และก็เป็นท่านอนที่เขา
เลือกที่จะจากไปด้วยท่านี้ด้วยสิ  
รุ่งเช้าวันที่ 31 ธันวาคม อาการเหนื่อยแน่นหน้าอกมากขึ้น จนหมอต้องเพิ่มขนาดยามอฟีนเพื่อลดความทรมาน ทำให้ลูกยิ่งเบลอๆๆมากขึ้น
จนเขาเห็นภาพแปลกๆ เขาบอกว่า
   ลูก: เอานิ้วชี้ไปข้างหน้าแล้วบอกว่า มังกร  มังกรมา
   พ่อ: ไหน ลูก
   ลูก:  นี่ไง มังกร มังกรมา (พร้อมสีหน้าที่มีรอยยิ้ม)
   พ่อ: ดีแล้วลูก เขาจะมาพาลูกไปสวรรค์นะ
   แล้วผมกับแฟนก็นั่งกุมมือลูกอยู่ข้างๆและพูดให้เขาไม่ต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา พร้อมเปิดเสียงสวดมนต์ และสวดมนต์ไปตลอดเวลา
ดูอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา ทั้งที่ในใจยังมีความหวังว่าจะมีปฏิหารย์เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มี จนลมหายใจสุดท้ายที่เขาจากไปอย่างสงบ
ไม่มีอาการดิ้นทุรนทุรายแต่อย่างใด  เราได้ส่งลูกไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดจนวินาทีสุดท้ายที่จากไป
    มะเร็งมันพลัดพลากคนที่เรารักไปได้ แต่มันไม่สามารถพลัดพรากความรักที่เรามีต่อกันไปได้ ขอบคุณมะเร็งที่มัน ทำให้เรารักกันมากขึ้น
อยู่ด้วยกันมากขึ้น ทำให้เราทำบุญร่วมกันมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ไม่เคยพบเจอ
     ใจหนึ่งที่เรายังคิดถึงเขามากตลอดเวลา อีกใจหนึ่งก็ดีใจที่เขาจากไปอย่างสงบไม่ต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป หลับให้สบายนะลูก
ผู้เป็นที่รักของเราตลอดกาล
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  สุขภาพกาย โรคมะเร็ง