วิจารณ์หนัง เค้าท์ดาวน์ มาช้าไปป๊ะ แต่ก็รักนะเธอว์!!

กระทู้สนทนา
หลังดูหนังจบ จึงมาเล่าให้ฟัง " เคาท์ดาวน์"

ผลงานจากค่ายสุดป๊อป GTH และเป็นงานกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่"บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ"

ผมสงสัยตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างแล้วว่าหนังระทึกขวัญที่ต้องดำเนินเรื่องอยู่ในที่แคบๆแบบนี้เขาจะนำเสนอออกมายังไงให้มันสามารถดึงความสนใจของคนดูได้ตลอดเวลา  แล้วหนังจะหาเหตุการณ์อะไรมาใส่ดำเนินเรื่อง หรือหนังจะให้เหตุผลยังไงให้น่าเชื่อถือว่าคนๆเดียวสามารถขังคน 3 คนไว้ได้ในห้อง

เริ่มต้นหนังเปิดเรื่องด้วยฉากภาพจากกล้องวีดีโอที่ครอบครัวหนึ่งบันทึกไว้ขณะที่กำลังฉลองปีใหม่ แล้วก็ตัดสลับมาว่าเป็นหญิงวัยรุ่นชื่อ"บี"(สาวเต้ย)กำลังดูเทปนั้นในมือถือของตนเอง คนดูก็จะเกิดการสงสัยว่าครอบครัวในวีดีโอนั้นนี้เกี่ยวกับหญิงวัยรุ่นนี้ยังไง

ต่อมาหนังก็พาเราไปแนะนำตัวละครต่อๆไป ได้แก่สาวสวยวัยรุ่นที่มาเรียนแฟชั่นชื่อ"แพม"(สาวพีค) และแฟนหนุ่มของบีชื่อ"แจ็ค"(หนุ่มพีช) ในเวลาช่วง 12 ชั่วโมงก่อนเวลาข้ามปีจะมาถึง ทั้ง 3 ตกลงกันว่าอยากหาอะไรสนุกทำโดยการเล่นยาข้ามปี เลยต้องหาคนขายให้ได้ซึ่งมาเจอกับ"เฮซุส"(เดวิด)

ภายในเวลาไม่กี่นาทีในการดำเนินเรื่องก็เริ่มมีกลิ่นโชยของความไม่สมเหตุสมผลโปรยปรายอยู่ สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือทำไมวัยรุ่นผู้รักความสนุก 3 คนนี้ถึงเลือกนั่งเล่นยากันข้ามคืนในห้องรูหนูแทนที่จะออกไปสนุกกันข้างนอก โดยเฉพาะกับแจ็คซึ่งเป็นหนุ่มปาร์ตี้ขี้เมาผู้รักความสนุกไม่น่าจะมาจับเจ่าอยู่ในห้องแบบนี้ ทั้งๆที่ทั้ง 3 คนกำลังอยู่ในมหานครที่มีงานเค้าท์ดาวน์อันยิ่งใหญ่ที่คนทั่วโลกอยากมาเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่ง ผมว่าถ้าใช้นิวยอร์คไม่คุ้มซะขนาดนี้ก็มีรู้จะให้เหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ทำไม

สิ่งต่อมาก็คือความประดักประเดิดในสไตล์การกับกำที่พยายามใ่ส่เข้ามา เช่นงานด้านภาพ หรือการพยายามทำให้ตัวละคร"เฮซุส"ดูเท่ห์และน่าเกรงขาม เช่นการโคลสอัพใบหน้าตอน"เฮซุส"ยักคิ้ว  หรือภาษาการพูดของตัวละครที่พยายามใส่ความเป็นเด็กนอก ด้วยท่าทางการพูดเท่ห์ๆ หรือการพูดทับศัทพ์ต่างๆ ยังติดๆขัดๆ และด้วยประสบการณ์ชีวิตของนักแสดงบางคนเองไม่ถึง ยิ่งทำให้การแสดงออกมาดูไม่น่าเชื่อถือ และผู้กำกับอาจจะอยากถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นเด็กนิวยอร์คมากเกินไป (คุณเก้ง - จิระ ได้เห็นงานกำกับหนังสั้นของผู้กำกับ และติดต่อมาทำหนังเรื่องนี้)

ประการต่อมางานด้านภาพซึ่งถือได้ว่าแห้งแล้ง ไม่มีความแปลกใหม่ ดูเหมือนจะอับจนในการถ่ายยังไงไม่รู้ ไม่มีการโชว์ของหรือมุมภาพสวยๆอย่างที่คิดว่าจะต้องเจอแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในที่แคบ แต่หนังเรื่องอื่นถ่ายในที่แคบและสื่อสารผ่านสไตล์ภาพได้ดีก็มีถมไป แถมหนังก็ยังลงทุนเซ็ทฉากขึ้นมาน่าจะคำนึกถึงการถ่ายทำและใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่านี้

มาถึงฉากบทสนทนาบนโต๊ะ ที่ในหนังดีๆหลายเรื่องมักใช้เป็นที่โชว์ของ โดยให้นักแสดงได้มีโอการโชว์ฝีมือฟาดฟันการแสดงด้วยบทสนธนาอันแสนคม แต่ในหนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยความไร้สาระ หาความคมคายมิได้ บทพยายามใช้เหตุการณ์บนโต๊ะนี้ปูเรื่องให้ตัวละคร"เฮซุส"ดูมีปูมหลังที่น่าเกรงขามผ่านเรื่องเล่าที่น่ากลัว แต่ปรากฏว่ามัน"เกือบ"จะได้ผลซะมากกว่าสำเร็จ

พอหนังเริ่มจะโหมโรงความ"พยายาม"ตื่นเต้น หนังมีฉากเสียวทีเด็ดที่ได้ผลอยู่อันนึงคือฉากมีดช่วยหายใจ แต่เสียดายฉากแบบนี้มีน้อยไปหน่อย จากนั้นหนังก็เริ่มเต็มไปด้วยความไร้เหตุผลแทน

เช่น ทำไมไม่มีตัวละครตัวไหนวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือข้างนอกเร็วกว่านี้ หรือการที่วัยรุ่น 3 คนจัดการคนคนเดียวที่คิดจะฆ่าพวกเขาไม่ได้ และโดยเฉพาะฉากที่เพื่อนรุ่นพี่ของ"แจ็ค"มาเคาะประตู้ห้องเพื่อแจ้งความลับของ"บี"  "เฮซุส"ได้ส่ง"แจ็ค"ไปรับหน้าแทนและห้ามปริปากถึงเรื่องในห้องที่กำลังเกิดขึ้น ผมนึกภาพว่า"เฮซุส"จะต้องจับ"บี"และ"แพม"เป็นตัวประกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้"แจ็ค"พูดไปตามที่ตัวเองต้องการ  และแจ็คจะต้องยอมทำตามเพื่อความปลอดภัยของทั้งสองสาว แต่เปล่าเลย"เฮซุส"กลับแอบอยู่หลังประตูอันห่างไกล และเป็นโอกาสทองที่"แจ็ค"สามารถจะยุติและหนีรอดจากเหตุการณ์ทั้งหมดได้โดยง่าย แต่"แจ็ค"มันกลับปล่อยให้เพื่อนเอาหูแนบประตูที่"เฮซุส"มันแอบอยู่จนในที่สุด....(ไปดูเอา)

ชอบคอนเซ็ปของชื่อเรื่องมาก หนังมีการใช้คอนเซ็ป"เคาท์ดาวน์"บ้าง 2-3 ครั้ง การนับเวลาถอยหลังต่างๆที่มีส่วนช่วยให้หนังดูน่าสนใจและตื่นเต้นขึ้น โดยผมเฝ้ารอว่าจะมีทีเด็ดอยู่สักครั้ง แต่ปรากฏว่าหนังกลับทิ้งคอนเซ็ปนี้ไปและคนดูแทบไม่ไ้ด้จดจำฉากเคาท์ดาวน์ไหนได้เลยสักครั้ง

เมื่อหนังดำเนินมาจนถึงบทสรุปในตอนจบนี่ผมรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะเดาทางหนังไม่ออก แต่ไม่คิดว่าหนังมันจะกล้าจบแบบนี้แล้ว ถ้าหากมันเป็นหนังเมื่อ 10 ปีที่แล้วมันอาจจะได้ผล และการยัดเยียดข้อคิดดีๆแบบนี้ผมรู้สึกเซ็งมากกว่าที่จะซาบซึ้ง การจะให้คนดูซึมซับความดีนั้นควรจะใช้วิธีที่แนบเนียนกว่านี้โดยทยอยๆ หยอดๆๆๆ มาในบทหนัง มาจบเอาแบบนี้เรียกว่าเซ็งเ๊ล๊ยย

แต่ก็อย่างว่าอะแหละนะ  อย่าว่าแต่จะให้คนดูรู้สึกถึงความดีเลย คนดูยังไม่รู้สึกถึงความเลวของวัยรุ่นทั้ง 3 หรือความน่ากลัวของเฮซุสด้วยซ้ำ ทั้ง 4 คนก็แค่ขี้ยาๆ พื้นๆ ที่ไม่เห็นจะมีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษตรงไหนเลย

ยังมีอีกฉากที่สงสัยไม่หาย ใครยังไม่ดูให้อ่านย่อนี้ข้ามไปเพราะผมจะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ แต่เป็นผมผมจะอ่านนะเพราะบทเฉลยนี้ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้ผมได้แต่อย่างใด นั่นคือเทปวีดีโอครอบครัวหนึ่งออกไปฉลองเค้าท์ดาวน์กันตอนต้นเรื่องนั้น แท้จริงคือ"บี" ได้ไปขับรถชนมาแล้วจึงหนีมาอยู่เมืองนอก คือมันสงสัยว่า"บี"เก็บเทปนั้นไว้ดูในมือถือได้ยังไงและดูทำไม แล้วทำไมบีเพิ่งมาได้รับกรรม เพราะเดา่ว่าเหตุการ์ผ่านมาตั้งปีหนึ่งแล้วเพราะเป็นเหตุการ์เค้าท์ดาวน์เหมือนกัน นั่นก็แสดงว่าบีไม่ได้เพิ่งชนแล้วหนีมาอยู่เมืองนอกเลยเพราะคงจะบินมาไม่ทันเวลาที่ปรากฏในหนัง  แสดงว่าอย่างน้อยครอบครัวนั้นต้องโดยรถชนเมื่อตอนเค้าท์ดาวน์กันปีอื่นที่ผ่านมาแล้ว

จริงๆความไม่สมเหตุสมผลยังมีอยู่อีกเพียบ ขี้เกียจนั่งนึกแล้ว ไปดูกันเอาเองนะตัวเธอ

สรุป เป็นหนังแนวใหม่ที่ไม่สำเร็จนะเธอ  เพราะหนังยังพาคนดูไปไม่ถึงในจุดที่ตั้งไว้ได้  แต่ก็เห็นและรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของคนทำหนังและนักแสดง โดยเฉพาะ"เต้ย"นี่ฉายแววเกินหน้าตาบ๊องแบ๊วส์มากกๆๆๆเลย   เลิฟๆ นะครับหนังไทย แล้วทำหนังแปลกๆออกมาอีกนะ สักวันหนึ่งมันจะต้องแข็งแรงขึ้น  สวัสดีครับ^^



ปล.จากเพจ หลังดูหนังจบ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ