วันปิยะมหาราช

เสื้อแดง ฟ้อง กสทช. ปิดวิทยุชุมชน ชี้เลือกปฎิบัติ ไม่คืนเงิน ไม่โปร่งใสชอบธรรม

กระทู้ข่าว
ประเด็นหลัก

กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนนำโดยนายธงชัย แก้วรัมย์ ยื่นฟ้องสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงานกสทช.)ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลพิพากษาบังคับเพิกถอนประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2555

โดยคำฟ้องระบุว่า การออกประกาศดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนบางรายได้รับความเดือดร้อน เพราะถูกจำกัดสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบกิจการ โดยมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการกิจการสื่อสารมวลชนสาธารณะอย่างเท่าเทียม เนื่องจากรายละเอียดในประกาศฯ ได้กำหนดให้เฉพาะผู้รับสิทธิทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราว ผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ที่ได้รับยื่นคำขอใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ซี่งได้ประกาศเมื่อ 24 ก.ค. 52 ที่มีอยู่ก่อนวันที่คกก.กสทช.ประกาศกำหนด โดยให้เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอทดลองประกอบกิจการฯ เท่านั้น จึงส่งผลให้ผู้ฟ้องเสียสิทธิ์ เนื่องจากไม่อยู่ในกฎเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว


นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาผู้ประกอบการวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายธงชัย แก้วรมย์และพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชน ได้เข้ายื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง 2555 และระงับการดำเนนการจับกุม ดำเนินคดีโดยอาศัยกฎเกณฑ์อันมิชอบตามประกาศดังกล่าว และให้สั่งให้ กสทช.เปิดลงทะเบียนประเภทประกอบกิจการทางธุรกิจให้กับผู้ฟ้องคดี หรือผู้ที่มิได้ลงทะเบียนประเภทชุมชนชั่วคราวหรือมิได้ขยายระยะเวลาไว้ ยกเลิกการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นที่สร้างภาระที่เกิดกับผู้ฟ้องหรือประชาชนที่เป็นผู้ประกอบกิจการ
     
      ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า ประกาศดังกล่าวจำกัดสิทธิและปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดย กสทช.ได้กำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขในประกาศให้เฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผู้ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริหารชุมชนชั่วคราวซึ่งได้ประกาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 52 เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอทดลองประกอบกิจการตามประกาศฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยที่การออกประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ไม่ได้จัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทำให้กลุ่มผู้ฟ้องต้องเสียสิทธิในการประกอบกิจการเนื่องจากต้องกลายเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์และตามประกาศเงื่อนไข
     
      นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ในประกาศดังกล่าวยังมีลักษณะเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม โดยสำนักงาน กสทช.ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลคลื่นความถี่ แต่กลับประกอบกิจการสถานีวิทยุแข่งกับผู้ประกอบกิจการเสียเองถึง 6 สถานี โดยที่สถานีของผู้ถูกฟ้องไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ขณะที่ผู้ฟ้องต้องถูกกำหนดให้ใช้เครื่องส่งกำลังคลื่นมีค่าไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงของสายอากาศวัดจากพื้นดินไม่เกิน 60 เมตร ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องต้องเดือดร้อนจากการถูกกำจัดขอบเขตการเผยแพร่ด้านการสื่อสาร รวมทั้งสำนักงาน กสทช.ยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ การอบรม และการทดสอบเพื่อรับบัตรผู้ประกาศ โดยให้ผู้มีสิทธิ์เข้าอบรมจะต้องสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาสื่อสารมวลชน (วิทยุ-โทรทัศน์ฯ) ตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป และมีอายุไม่ตำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเข้าอบรม 3 ขั้นตอน คือ ระดับต้น 4,000 บาท ระดับกลาง 5,000 บาท และระดับสูง 6,000 บาท รวมทั้งยังเสียค่าทดสอบผู้ประกาศอีก 1,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
     
      ขณะเดียวกัน ประกาศของผู้ถูกฟ้องดังกล่าวยังออกมาใช้บังคับไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 41 โดยให้มีการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งหาก กสทช.อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แล้ว ให้ถือว่าอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียง และอนุญาตให้มี ให้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคมด้วย ซึ่งเท่ากับว่ามีใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ใบเดียวก็จะครอบคลุมถึงใบอนุญาตอื่นๆด้วย ซึ่งวิทยุของผู้ฟ้องเป็นประเภทวิทยุกระจายเสียง ไม่ใช่วิทยุคมนาคม แต่ผู้ถูกฟ้องกลับแจ้งขอกล่าวหา และดำเนินคดี ในความผิดเกี่ยวกับวิทยุคมนาคม ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับผู้ฟ้อง ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง จึงขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาและมีคำพิพากษาตามที่ร้องขอ
     
     
      ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวระบุว่า กสทช.ขาดประสิทธิภาพในการบริหารกิจการ ไม่สามารถออกใบอนุญาตได้อย่างแท้จริงได้ ผลเสียหายตามมาจากการออกประกาศดังกล่าวมีการกำหนดแรงส่งไม่เกิน 500 วัตต์ และความสูงของเสาอากาศไม่เกิน 60 เมตรจากพื้นดิน เฉพาะวิทยุชุมชน นอกนั้นถือว่าเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้กสทช.ออกประกาศหลักเกณฑ์เก็บค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด โดยเรียกเก็บซ้ำซ้อนและเรียกค่าธรรมเนียมพิจารณาคำขออนุญาตอีก 1 หมื่นบาท เมื่อพิจารณาไม่ผ่านก็ไม่คืนเงิน และการใช้งบประมาณของ กสทช.ก็ไม่โปร่งใสชอบธรรม แม้แต่การกำหนดอัตราเงินเดือนให้ที่ปรึกษา เงินตอบแทนพิเศษ เงินประจำตำแหน่ง และเบี้ยประชุมเป็นต้น
     
   

















_________________________________


ฟ้องศาลปกครอง กสทช.ออกประกาศวิทยุชุมชนไม่ชอบ

กลุ่มวิทยุชุมชนฟ้องศาลปกครองเพิกถอนประกาศประกอบกิจการฯ วิทยุไม่เป็นธรรม ปิดกั้นเสรีภาพ จี้กสทช.เปิดลงทะเบียนวิทยุธุรกิจใหม่ เลิกจับกุมดำเนินคดี-สอบใบผู้ประกาศ



วันที่ 19 ธ.ค. 55 กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนนำโดยนายธงชัย แก้วรัมย์ ยื่นฟ้องสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงานกสทช.)ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลพิพากษาบังคับเพิกถอนประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2555

โดยคำฟ้องระบุว่า การออกประกาศดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนบางรายได้รับความเดือดร้อน เพราะถูกจำกัดสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบกิจการ โดยมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการกิจการสื่อสารมวลชนสาธารณะอย่างเท่าเทียม เนื่องจากรายละเอียดในประกาศฯ ได้กำหนดให้เฉพาะผู้รับสิทธิทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราว ผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ที่ได้รับยื่นคำขอใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ซี่งได้ประกาศเมื่อ 24 ก.ค. 52 ที่มีอยู่ก่อนวันที่คกก.กสทช.ประกาศกำหนด โดยให้เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอทดลองประกอบกิจการฯ เท่านั้น จึงส่งผลให้ผู้ฟ้องเสียสิทธิ์ เนื่องจากไม่อยู่ในกฎเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว

นอกจากนี้ยังระบุว่า กฎเกณฑ์ในประกาศฯ ดังกล่าวยังไม่ชอบธรรม เนื่องจากกสทช. อยู่ในฐานะกำกับดูแลคลื่นความถี่ แต่กลับประกอบกิจการสถานีวิทยุแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่นถึง 6 สถานี โดยไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ประกอบกิจการ ซึ่งถูกกำหนดให้เครื่องส่งกำลังคลื่นไม่เกิน 500 วัตต์ เสาสูงไม่เกิน 60 ม. แต่สถานีของกสทช. กลับไม่ปฏิบัติตาม แม้องค์กรทางศาสนาที่ใช้เผยแพร่ธรรมะต้องเดือดร้อน

อีกทั้งกสทช.สร้างขั้นตอนที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ ซึ่งต้องชำระค่าธรรมเนียมเป็นค่าพิจารณคำขอ ถือเป็นค่าธรรมเนียมนอกกฎหมายบัญญัติ ประกอบกับมีการกำหนดกฎเกณฑ์ การอบรม และทดสอบ เพื่อรับบัตรผู้ประกาศ ถือเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น โดยมีรายละเอียด คือ ผู้มีสิทธิเข้าอบรมต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาสื่อสารมวลชน (วิทยุโทรทัศน์) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เสียค่าอบรม 3 ขั้นตอน  ได้แก่ ระดับต้น 4,000 บ. ระดับกลาง 5,000 บ. และระดับสูง 6,000 บาท และเสียค่าทดสอบผู้ประกาศอีก 1,000 บ. รวม 1,6000 บ./คน จึงถือว่าเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น

ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้กสทช.เปิดลงทะเบียนประเภทประกอบกิจการทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการที่มิได้ลงทะเบียนประเภทกิจการบริการชุมชนชั่วคราวหรือมิได้ขยายเวลา และให้ยุติการจับกุมหรือดำเนินคดีจนกว่าจะมีขั้นตอนการดำเนินการที่เป็นธรรม รวมถึงให้หยุดการปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมต่อผู้ฟ้องคดี สาธารณะ หรือองค์กรศาสนาที่ใช้การสื่อสารเผยแพร่ธรรมะ อีกทั้งให้ยกเลิกการกระทำอันมีลักษณะเป็นขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีหรือผู้ประกอบกิจการ.

สำนักข่าวอิศรา
http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/item/18337-nbtc-community-radio.html


___________________________________


วิทยุชุมชนแห่ร้องศาลปค. กสทช.ออกกฎจำกัดสิทธิ์


      วานนี้ ( 19 ธ.ค.) นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาผู้ประกอบการวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายธงชัย แก้วรมย์ และพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชน ได้เข้ายื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อ ศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง 2555 และ ระงับการดำเนินการจับกุม ดำเนินคดีโดยอาศัยกฎเกณฑ์อันมิชอบตามประกาศดังกล่าว และให้สั่งให้ กสทช. เปิดลงทะเบียนประเภทประกอบกิจการทางธุรกิจให้กับผู้ฟ้องคดี หรือผู้ที่มิได้ลงทะเบียนประเภทชุมชนชั่วคราว หรือมิได้ขยายระยะเวลาไว้ ยกเลิกการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น ที่สร้างภาระที่เกิดกับผู้ฟ้อง หรือประชาชนที่เป็นผู้ประกอบกิจการ
      ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า ประกาศดังกล่าว จำกัดสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยกสทช.ได้กำหนดกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขในประกาศให้เฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาต หรือ ผู้ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริหารชุมชนชั่วคราว ซึ่งได้ประกาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 52 เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอทดลองประกอบกิจการตามประกาศฉบับดังกล่าวเท่านั้น
      โดยที่การออกประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ไม่ได้จัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทำให้กลุ่มผู้ฟ้องต้องเสียสิทธิ์ในการประกอบกิจการ เนื่องจากต้องกลายเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ และตามประกาศเงื่อนไข
      นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ในประกาศดังกล่าวยังมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรม โดยสำนักงานกสทช. ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลคลื่นความถี่ แต่กลับประกอบกิจการสถานีวิทยุแข่งกับผู้ประกอบกิจการเสียเองถึง 6 สถานี โดยที่สถานีของผู้ถูกฟ้อง ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ขณะที่ผู้ฟ้องต้องถูกกำหนดให้ใช้เครื่องส่งกำลังคลื่นมีค่าไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงของสายอากาศวัดจากพื้นดินไม่เกิน 60 เมตร ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องต้องเดือดร้อน จากการถูกกำจัดขอบเขตการเผยแพร่ด้านการสื่อสาร รวมทั้งสำนักงานกสทช. ยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ การอบรม และการทดสอบเพื่อรับบัตรผู้ประกาศ โดยให้ผู้มีสิทธิ์เข้าอบรมจะต้องสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาสื่อสารมวลชน (วิทยุ-โทรทัศน์ฯ) ตั้งแต่ ปริญญาตรีขึ้นไป และมีอายุไม่ตำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเข้าอบรม 3 ขั้นตอน คือ ระดับต้น 4,000 บาท ระดับกลาง 5,000 บาท และ ระดับสูง 6,000 บาท รวมทั้งยังเสียค่าทดสอบผู้ประกาศอีก 1,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
      ขณะเดียวกันประกาศของผู้ถูกฟ้องดังกล่าว ยังออกมาใช้บังคับไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 41โดยให้มีการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งหาก กสทช. อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แล้ว ให้ถือว่าอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง และอนุญาตให้มี ให้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคมด้วย ซึ่งเท่ากับว่า มีใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ใบเดียวก็จะครอบคลุมถึงใบอนุญาตอื่นๆด้วย ซึ่งวิทยุของผู้ฟ้องเป็นประเภทวิทยุกระจายเสียง ไม่ใช่วิทยุคมนาคม แต่ผู้ถูกฟ้องกลับแจ้งขอกล่าวหา และดำเนินคดี ในความผิดเกี่ยวกับวิทยุคมนาคม ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อน เสียหายกับผู้ฟ้อง ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง จึงขอให้ศาลปกครองกลาง พิจารณาและมีคำพิพากษาตามที่ร้องขอ
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชน ยังได้เดินทางไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย โดยระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผานมา วิทยุภาคประชาชน เป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับรัฐบาลเสมอมา เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ฝ่าฟันผ่านวิกฤตยากลำบากมาด้วยกันทุกรูปแบบ แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะมีความมั่นคง แต่วิทยุที่เป็นสื่อภาคประชาชน กลับถูกคุกคามจากหน่วยงานของภาครัฐ จึงขอให้รัฐบาลคุ้มครองเสรีภาพสื่อภาคประชาชนด้วย หากรัฐบาลไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือเกรงว่าจะกระทบต่อฐานเสียง และเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ขอให้นายกฯใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เรียก กสทช. มาชี้แจงตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 มาตรา 5 เพื่อปกป้องสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน


ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000154056&Keyword=%a1%ca%b7

___________________________


วิทยุเสื้อแดง ฟ้อง กสทช.เพิกถอนประกาศทดลองออกอากาศ ร้อง ปู ช่วยคุ้มครอง

เครือข่ายวิทยุเสื้อแดง ในนามสภาผู้ประกอบการวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ยื่นฟ้อง กสทช.ต่อศาลปกครอง ร้องเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ชี้จำกัดสิทธิ ปิดกั้นการประกอบอาชีพ อีกด้านยื่นหนังสือถึงนายกฯ จี้สอบอีกทาง วอนขอให้ช่วยคุ้มครองสื่อภาคประชาชน อ้างเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล-ต่อสู้ประชาธิปไตย ขู่กระทบฐานเสียงแน่
     
      วันนี้ (19 ธ.ค.) นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาผู้ประกอบการวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายธงชัย แก้วรมย์และพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชน ได้เข้ายื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง 2555 และระงับการดำเนนการจับกุม ดำเนินคดีโดยอาศัยกฎเกณฑ์อันมิชอบตามประกาศดังกล่าว และให้สั่งให้ กสทช.เปิดลงทะเบียนประเภทประกอบกิจการทางธุรกิจให้กับผู้ฟ้องคดี หรือผู้ที่มิได้ลงทะเบียนประเภทชุมชนชั่วคราวหรือมิได้ขยายระยะเวลาไว้ ยกเลิกการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นที่สร้างภาระที่เกิดกับผู้ฟ้องหรือประชาชนที่เป็นผู้ประกอบกิจการ
     
      ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า ประกาศดังกล่าวจำกัดสิทธิและปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดย กสทช.ได้กำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขในประกาศให้เฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผู้ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริหารชุมชนชั่วคราวซึ่งได้ประกาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 52 เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอทดลองประกอบกิจการตามประกาศฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยที่การออกประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ไม่ได้จัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทำให้กลุ่มผู้ฟ้องต้องเสียสิทธิในการประกอบกิจการเนื่องจากต้องกลายเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์และตามประกาศเงื่อนไข
     
      นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ในประกาศดังกล่าวยังมีลักษณะเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม โดยสำนักงาน กสทช.ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลคลื่นความถี่ แต่กลับประกอบกิจการสถานีวิทยุแข่งกับผู้ประกอบกิจการเสียเองถึง 6 สถานี โดยที่สถานีของผู้ถูกฟ้องไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ขณะที่ผู้ฟ้องต้องถูกกำหนดให้ใช้เครื่องส่งกำลังคลื่นมีค่าไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงของสายอากาศวัดจากพื้นดินไม่เกิน 60 เมตร ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องต้องเดือดร้อนจากการถูกกำจัดขอบเขตการเผยแพร่ด้านการสื่อสาร รวมทั้งสำนักงาน กสทช.ยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ การอบรม และการทดสอบเพื่อรับบัตรผู้ประกาศ โดยให้ผู้มีสิทธิ์เข้าอบรมจะต้องสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาสื่อสารมวลชน (วิทยุ-โทรทัศน์ฯ) ตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป และมีอายุไม่ตำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเข้าอบรม 3 ขั้นตอน คือ ระดับต้น 4,000 บาท ระดับกลาง 5,000 บาท และระดับสูง 6,000 บาท รวมทั้งยังเสียค่าทดสอบผู้ประกาศอีก 1,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
     
      ขณะเดียวกัน ประกาศของผู้ถูกฟ้องดังกล่าวยังออกมาใช้บังคับไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 41 โดยให้มีการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งหาก กสทช.อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แล้ว ให้ถือว่าอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียง และอนุญาตให้มี ให้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคมด้วย ซึ่งเท่ากับว่ามีใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ใบเดียวก็จะครอบคลุมถึงใบอนุญาตอื่นๆด้วย ซึ่งวิทยุของผู้ฟ้องเป็นประเภทวิทยุกระจายเสียง ไม่ใช่วิทยุคมนาคม แต่ผู้ถูกฟ้องกลับแจ้งขอกล่าวหา และดำเนินคดี ในความผิดเกี่ยวกับวิทยุคมนาคม ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับผู้ฟ้อง ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง จึงขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาและมีคำพิพากษาตามที่ร้องขอ
     
      อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล นายนิคมได้นำสมาชิกประมาณ 50 คนเดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีที่คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้บริหารกำกับคลื่นความถี่และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้กฎหมายขัดนิติธรรม ขาดความโปร่งใส ในการใช้งบประมาณ โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนมารับหนังสือดังกล่าว
     
      ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวระบุว่า กสทช.ขาดประสิทธิภาพในการบริหารกิจการ ไม่สามารถออกใบอนุญาตได้อย่างแท้จริงได้ ผลเสียหายตามมาจากการออกประกาศดังกล่าวมีการกำหนดแรงส่งไม่เกิน 500 วัตต์ และความสูงของเสาอากาศไม่เกิน 60 เมตรจากพื้นดิน เฉพาะวิทยุชุมชน นอกนั้นถือว่าเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้กสทช.ออกประกาศหลักเกณฑ์เก็บค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด โดยเรียกเก็บซ้ำซ้อนและเรียกค่าธรรมเนียมพิจารณาคำขออนุญาตอีก 1 หมื่นบาท เมื่อพิจารณาไม่ผ่านก็ไม่คืนเงิน และการใช้งบประมาณของ กสทช.ก็ไม่โปร่งใสชอบธรรม แม้แต่การกำหนดอัตราเงินเดือนให้ที่ปรึกษา เงินตอบแทนพิเศษ เงินประจำตำแหน่ง และเบี้ยประชุมเป็นต้น
     
      หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การดำเนินการของ กสทช.ส่งผลกระทบกับรัฐบาล เนื่องจากวิทยุภาคประชาชนเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับรัฐบาลเสมอมา เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ฝ่าฟันผ่านวิกฤตยากลำบากมาด้วยกันทุกรูปแบบ แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะมีความมั่นคงแต่วิทยุที่เป็นสื่อภาคประชาชนกลับถูกคุกคามจากหน่วยงานของภาครัฐ จึงขอให้รัฐบาลคุ้มครองเสรีภาพสื่อภาคประชาชนด้วย หากรัฐบาลไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือเกรงว่าจะกระทบต่อฐานเสียงและเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขอให้นายกฯ ใช้สิทธิตามกฎหมายเรียก กสทช.มาชี้แจงตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 มาตรา 5 เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000153994&Keyword=%a1%ca%b7
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ